REMINDING ME: Uttarakhand, India
เที่ยวอินเดีย รัฐอุตตราขัณฑ์ 14 วัน

Valley of Flowers (Nanda Devi National Park) เป็นจุดหมายปลายทางที่เราเฝ้าฝันถึงตั้งแต่อยู่ในวัยเรียน ใครจะรู้ว่าความฝันนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริงได้เมื่อสังขารจะกลายเป็นอุปสรรค! พี่อิ๋ง ผู้เขียนหนังสือ ข้างหลังโปสการ์ด ได้ป้ายยาเราแบบร้ายแรงด้วยคำตอบที่ยากจะปฏิเสธว่า ถ้าต้องเลือกสถานที่ที่สวยที่สุดในการเดินเขาเพียงแห่งเดียว พี่อิ๋งจะเลือกที่ไหน? คำตอบคือ Valley of Flowers ความงามของภูเขาหิมาลัยที่เต็มไปด้วยดอกไม้ และความสูงที่พอเหมาะไม่ทำให้ต้องทรมานตัวเองจนเกินไป ทำให้คำตอบนี้ฟังดูแล้วต้องสักไว้ที่แขนว่าเป็นสถานที่ที่ควรมาเยือนให้ได้สักครั้งก่อนตาย
แต่เอาจริงๆ หนังสือ Lonely Planet ที่มีข้อมูลแค่ไม่กี่หน้าในเวลานั้น ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังมองภาพฝันที่ไม่ชัดเจน ทำให้กล้าๆ กลัวๆ ที่จะออกเดินทาง แต่ปัจจุบันนี้ ข้อมูลออนไลน์ที่มีมากมายทำให้การเดินทางวางแผนกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก แต่ถึงอย่างนั้น ความสงสัยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะภาพภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน ราวกับภาพตอนจบของโฆษณาน้ำยาปรับผ้านุ่ม! เราพยายามค้นหาคลิปจากแหล่งต่างๆ แต่ไม่พบภาพเคลื่อนไหวที่เราหมายตาไว้ จึงได้สันนิษฐานว่า ดอกไม้ในทุ่งนี้อาจจะบานในฤดูที่ไม่พร้อมกัน หรือบางทีภาพที่เห็นอาจจะถูกตัดต่อมาจากหลายช่วงเวลา (มองโลกในแง่ดีไว้ก่อน)
หลังจากที่เราปักหมุดลงไปที่ Valley of Flowers ก็ถึงเวลาเริ่มวางแผนกันอย่างจริงจัง หาเมืองใกล้เคียงและวางแผนการเดินทางให้ครบ 14 วัน! เรารีบจัดลิสต์เมืองและร่างแผนการเดินทางบนแผนที่ของ รัฐอุตตราขัณฑ์ อย่างเร่งด่วน ทุกอย่างถูกทำอย่างส่งเดช เพราะไม่มีเวลามากนักในการเตรียมตัวอย่างจริงจัง หลังจากเสร็จงาน เรามีเวลาพอๆ กับการดูหนังสั้นสักเรื่องในการเตรียมตัว เตรียมการบ้านหลักๆ ก็มีแค่เรื่องระยะทาง อุณหภูมิ ความสูง และค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพราะทริปนี้ เราต้องบริหารจัดการเวลาให้ลงตัวในงบประมาณที่จำกัด เฉลี่ยไม่เกิน 2000 บาทต่อวัน! แผนการเดินทางต้องเหมือนการปักธงชัย ไม่สามารถพลาดได้! แต่ละวันเราต้องพิถีพิถันในการจัดการค่าใช้จ่ายให้อยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้ เพื่อให้สามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางโดยไม่ต้องเป็นหนี้ธนาคารเมื่อกลับถึงบ้าน
Day 1 : Dehradun : 4/07/2024
เครื่องบินจากไทยไปลงเดลีผ่านไปด้วยดีไม่มีปัญหา เช็คอินต่อเครื่องภายในประเทศไปเดห์ราดูนก็ไม่ได้ยุ่งยากทันเวลาพอดีกับสองชั่วโมงครึ่งที่มีอยู่ แต่มีความน่ารำคาญอยู่เรื่องนึงที่คอยสะกิดต่อมอยากกรี๊ดตลอดเวลา แถวที่มีการต่อกันยาวเหยียดมันไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ จะมีคนคอยแซงอยู่ตลอดเวลา แอ็คติ้งเหมือนมีเรื่องสำคัญกับชีวิตที่จู่ๆก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ คนโห่ไล่ก็โนสนโนแคร์ พนักงานก็ดูยุ่งหัวฟูจนอะไรยื่นมาตรงหน้าก็ทำให้หมด พอถึงคิวเราก็เดินปรี่เข้าเคาน์เตอร์ ก่อนที่เอาพาสปอร์ตทัชดาวน์ก็มีมือของคนแปลกหน้าแทรกเข้ามา เราเลยหันไปมองแล้วหลุดปากออกไปว่า “มึงมาจากไหนเนี่ย?” แล้วปัดมือที่ถือไอดีของเขาออกไป พร้อมกับบอก “โน” แบบหมดความอดทน พอได้บอร์ดดิ่งพาสมาเรียบร้อย เราก็หาที่ซื้อซิมการ์ด มันกลายเป็นเรื่องลึกลับขึ้นมาเฉย หาตามคำบอกเล่าของผู้คนที่สอบถามก็ไม่พบแต่อย่างใด
เที่ยวบินที่ล่าช้าไปกว่าชั่วโมงก็ไม่ได้ทำให้เราหาร้านขายซิมเจอ ได้แต่เติมเงินอินเตอร์เน็ตผ่านแอปที่จะสามารถใช้ได้ในสนามบินเท่านั้นมาแทน เรารีบแค๊ปชื่อสถานที่ที่จะไป ข้อมูลต่างๆที่คิดว่าน่าจะได้ใช้ก่อนที่จะมีสัญญาณโทรศัพท์เป็นของตัวเอง พอลงเครื่องฝนที่ตกหนักอยู่แล้วกลับมีลมที่พัดแรงจนบรรยากาศดูน่ากลัว (ที่สนามบินเดลีเพิ่งหลังคาถล่มลงมาเมื่อหลายวันก่อนมีคนเสียชีวิตด้วย) รถแท็กซี่คันเก่าพาเราฝ่าฝนที่ตกหนักจนที่ปัดน้ำฝนดูท่าจะไร้ประโยชน์ รถทุกคันค่อยๆ ชลอตัวเพราะน้ำที่ท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถนนเหลือเพียงเลนเดียว เมื่อรถเข้าใกล้จุดที่น้ำท่วมหนักสุดก็เห็นนักข่าวช่องสิบแปดยืนตากฝนพยายามสัมภาษณ์ผู้คน รวมทั้งรถทุกคันที่ผ่าน ตากล้องยืนกลางถนนเพื่อให้ได้ภาพที่ลงตัวซึ่งมันยิ่งทำให้ถนนที่จะผ่านแคบลงไปอีก การจราจรที่แสนจะแย่อยู่แล้วกลายเป็นอะไรที่เลวร้ายไปกว่าเดิม แล้วเราสาบานได้ว่ารถทุกคันเปิดหน้าต่างให้สัมภาษณ์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส รวมทั้งรถของเราด้วย ระยะทางที่ควรจะใช้เวลาแค่ 30 นาทีกลับกลายเป็นเกือบสองชั่วโมง กว่าเราจะเข้าถึงใจกลางเมืองได้
ทันทีที่มาถึงโรงแรม เราแทบต้องขยี้ตาหลายรอบเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ฝันร้ายอยู่ ตอนที่หาข้อมูล ยังพอมีความหวังเล็กๆ ว่ารูปภาพที่เห็นเป็นฝีมือของช่างภาพสมัครเล่นที่ใช้มือถือโนเกียฝาพับสมัยพระเจ้าเหาถ่าย แต่ความจริงนั้นแย่กว่าที่จินตนาการไว้เสียอีก! โรงแรมที่ซ่อนตัวอยู่บนห้างที่ใกล้เจ๊ง ทางเดินขึ้นเหมือนตึกร้างในหนังผี มันเป็นภาพที่น่าเศร้าจริงๆและเราก็เหนื่อยเกินกว่าจะแบกกระเป๋าหนักอึ้งไปหาที่พักใหม่ ไหนจะไม่มีซิมการ์ดท้องถิ่นให้ใช้โทรศัพท์อีก สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าพักด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับการต้องฝืนกินอาหารที่เรารู้อยู่เต็มอกว่ามันหมดอายุไปตั้งแต่ปีก่อน (แต่ก็ทำใจมาประมาณหนึ่งเพราะเหตุผลที่เลือกที่นี่ก็เพราะราคาที่ถูกที่สุดและยังใกล้จุดจอดรถที่ตอนเช้าเราสามารถเดินไปได้)
พอวางกระเป๋าลงในห้องที่เหนียวหนึบและมีกลิ่นที่ถูกกลบด้วยสเปย์ปรับอากาศราคาถูก เราก็รีบออกไปล่าซิมการ์ดทันที แต่ให้ตายเถอะ! มันยากยิ่งกว่าหารักแท้เสียอีก เพราะต้องมีเพื่อนที่มีที่อยู่ในอินเดียมารับรองในการลงทะเบียน แถมยังต้องสแกนใบหน้าพร้อมกรอกข้อมูลอีกมากมาย เราเดินเข้าออกหลายร้านจนแทบจะถอดใจ เพราะไม่มีใครยอมทำให้เลย เดินไปเดินมาจนคิดว่าตัวเองหลงทางแล้ว จู่ๆ ก็มาเจอร้านมือถือเล็กๆ ที่เจ้าของร้านดูใจดี เขายอมทำให้โดยจะเป็นผู้รับรองให้ แต่ก็มาพร้อมกับการกำชับที่จริงจังมาก “นำซิมกลับไทยไปทำลายทิ้ง อย่าปล่อยทิ้งเรี่ยราดที่นี่เด็ดขาด” และเชื่อไหมว่ากว่าขั้นตอนทุกอย่างจะเสร็จใช้เวลาไปถึงชั่วโมงครึ่ง! ขอบคุณภรรยาเจ้าของร้านที่อดทนลงทะเบียนให้เราถึงสามรอบ เพราะข้อมูลที่กรอกมันละเอียดมากเหมือนขอวีซ่าถามแม้กระทั่งชื่อบิดา แถมกรอกเสร็จกดปุ่ม กับระบบที่หมุนวนแล้วข้อมูลหายต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ความฝันที่จะได้ไปเยี่ยมวัดพุทธในเมืองนี้ต้องถูกพับเก็บไป เหลือแค่เปิดดูรูปในอินเทอร์เน็ตแล้วจินตนาการว่าตัวเองอยู่ที่นั่นแทนก็แล้วกัน เราเดินกลับโรงแรมด้วยความหิวโหย หวังจะหาร้านอาหารสักร้าน แต่สิ่งที่เจอกลับเป็นร้านที่หรูหราจนเราก็ไม่กล้าแม้แต่จะขอดูราคาในเมนู กับร้านที่เป็นเพิงสกปรกจนความอยากอาหารของเราหายไปหมดราวกับมันไม่เคยมีอยู่เลย (อยากถนอมท้องไว้สำหรับการนั่งรถยาวๆในวันรุ่งขึ้น)
สุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรังที่โรงแรม เราสั่งข้าวผัดผักแล้วขอให้เอามาส่งที่ห้อง เพราะทนกลิ่นสีน้ำมันที่ยังคละคลุ้งในห้องอาหารที่ทาสีใหม่ไม่ได้จริงๆ ถึงแม้ที่นี่จะไม่ใช่สถานที่ที่ใครๆ จะพิสมัย แต่พนักงานก็อัธยาศัยดีจนทำให้ทุกอย่างดูน่าสบายใจขึ้นจริงๆ แม้ว่าเราจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องกันเท่าไหร่ก็ตามที โดยเฉพาะเรื่องค่าห้องอันเป็นอะไรที่น่าตกใจ เพราะพนักงานเรียกเก็บมันน้อยกว่าราคาที่จองในแอปเยอะมากจริงๆ!(จากราคาเกือบพันเหลือหกร้อยกว่าบาท) ตอนแรกเรายังคิดว่าจะเป็นปัญหากับพวกเขาทีหลังหรือเปล่า? แต่พนักงานก็ยังยืนยันในราคาตามนั้นเช่นเดิม (ก่อนมาเราแอบท้อแท้กับราคาที่พักตอนหาข้อมูล มันจะแพงอะไรกันนักหนาทุกที่เลย! จนเราตัดสินใจจองแค่คืนแรกเพื่อใช้กรอกในวีซ่า ส่วนที่เหลือก็แค่จดชื่อโรงแรมเอาไว้ เผื่อจะมีโชคเจออะไรที่มันถูกลงบ้าง)








Day 2 : Dehradun – Joshimath : 5/07/2024
Joshimath เมืองตั้งต้นสำหรับ Valley of flowers
เราออกจากโรงแรมแล้วเดินไปยังจุดขึ้นรถบัสที่ไป Joshimath ใบจองบอกว่าให้ไปขึ้นรถที่ใกล้ลานพาเหรด พอไปถึงที่จริงก็พบว่า “ลานพาเหรด” พูดถึงนั้นคือสนามกีฬาใหญ่ยักษ์ดีๆ นี่เอง แต่ปัญหาก็คือ ต้องเอาตัวเองไปจิ้มตรงไหนถึงจะเจอรถบัสที่ว่า? เราเดินไปถึงทางเข้าหลักของสนามกีฬา ก็มองซ้ายมองขวา สุดท้ายตัดสินใจเดินอ้อมซ้ายเลาะไปตามรั้ว ซึ่งก็ไม่ผิดคาด ถ้าเราเลี้ยวขวาแทน เดินไปแค่สองร้อยเมตรก็ถึงจุดขึ้นรถแล้ว! เมื่อเจอรถบัส เราโชว์ใบจองให้คนขับรถที่ซื้อมาจาก 12Go นั่งลงตามหมายเลขที่เลือกไว้ล่วงหน้า แล้วก็ได้พบกับคุณน้าผู้ใจดีที่นั่งตรงข้าม เขาชวนเราคุยและยังชวนกินขนมระหว่างที่รถยังไม่ออก แกก็กำลังจะไปเที่ยวแถวนั้นอยู่เหมือนกัน
ทิวทัศน์ตามเมืองต่างๆ ที่มีแม่น้ำตัดผ่านทำให้เราอยากกระโดดลงจากรถที่แน่นขนัด เพราะมีสองเหตุผลสำคัญ: หนึ่ง เมารถจนเกือบจะอ้วก สอง ความสวยงามของแต่ละที่มันชวนให้เราหยุดแวะเที่ยวมากๆ (ที่เวียดนาม เราเคยลงจากรถกลางทางเพราะทนไม่ไหว) แต่เราต้องบังคับตัวเองให้อยู่กับแผนเที่ยวที่วางไว้ก่อน
ช่วงอีกหกสิบกิโลเมตรเป็นช่วงที่ใจจะขาด ทั้งหิวและทั้งเมารถและปวดฉี่ รถวิ่งช้าลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายจอดสนิทกลางทาง การเดินทางในหน้าฝนแบบนี้เหมือนการเล่นเกม เพราะทั้งดิน และหินที่ถล่มตลอดเส้นทาง ทำให้เวลาในการเดินทางก็ต้องเผื่อใจไว้มากๆ จากที่ปกติใช้ 8-10 ชั่วโมง วันนี้เราต้องใช้ถึง 12 ชั่วโมง ซึ่งถือว่ายังดีที่ไม่เลวร้ายจนเกินไป เพราะมีการเคลียร์พื้นที่ให้รถแล่นผ่านได้อย่างรวดเร็ว เอาจริงๆเราก็ท้อแท้กับการเดินทางที่ลำบากประมาณหนึ่งโดยเฉพาะการนั่งรถที่ทั้งแคบและแน่น (เหม็นด้วย กลิ่นเหมือนผ้าอ้อมที่มีอึของทารก แต่ไม่ใช่กับอินเดียอย่างเดียวนะ ที่ประเทศอื่นก็มีกลิ่นเบาะแบบเดียวกันเลยเวลาเจอความชื้นไม่รู้ทำไม) แต่พอได้เห็นภูเขาสวยๆเท่านั้นก็ใจฟูสร้างความอึดอดทนขึ้นมาทันที
Joshimath ที่มืดสนิทและฝนพรำ เรากำมือถือมองหาทางที่ไปโรงแรมด้วยความระมัดระวัง ทางราดที่ชันทำเราเดินช้าลงมาก เมื่อถึงโรงแรมน้องพนักงานก็ดูเคร่งเครียดสุดๆกับการสื่อสาร ที่เราได้แต่เดาทำความเข้าใจจากท่าทางสาธิตในเรื่องต่างๆเพียงเท่านั้น ปลั๊กไฟที่เราต้องเปิดสวิตช์มากมายกว่าจะใช้งานได้เหมือนกับการเล่นปริศนาที่ไม่มีคำใบ้ รวมถึงเครื่องทำน้ำร้อนในห้องน้ำที่เราต้องยืนงงกับหัวก๊อกที่มีมากมายเหมือนกับระบบการรักษาความปลอดภัยของธนาคาร ที่นี่ห้องพักราคาถูกมากกว่าครึ่งจากในแอปยิ่งทำให้เราอุ่นใจกับวิธีการวอล์คอินมากยิ่งขึ้น ร้านอาหารแถวที่พักส่วนใหญ่ปิดลงแล้ว เหลือแต่ร้านที่ขายของกินเล่นยังคงเปิดทำการอยู่ ผลจากการสุ่มสั่งอาหารด้วยการชี้ๆทำให้เราได้ก้อนแป้งทอดแข็งๆที่โรยผงกระหรี่มาหนึ่งจาน เรากินกับโยเกิร์ตหนึ่งกล่องรองท้องก่อนเข้านอน





Day 3 : Joshimath – Badrinath : 6/07/2024
ในตอนเช้าที่ฝนตกมันทำให้อากาศที่โจชิมัธ หนาวมาก อุณหภูมิลดลงเหลือเพียง 15 องศา คุณลุงเจ้าของที่พักเอาเอกสารที่ชาวต่างชาติต้องกรอกมายื่นให้ มันยาวมากจริงๆกรอกจนท้อ หลังจากนั้นเราก็เดินที่วัด Shri Narsingh Joshimath ซึ่งไม่ไกลจากที่พัก วัดนี้มีบทบาทสำคัญในศาสนา เป็นจุดหมายที่สำคัญของผู้แสวงบุญที่มุ่งหน้ามาเพื่อบูชาและรับพรจากพระนรสิงห์ โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่วัด Badrinath ปิด
พระนรสิงห์ในศาสนาฮินดูเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมและการกำจัดความชั่วร้าย ทรงแสดงให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในการปกป้องผู้ศรัทธา พระนรสิงห์สอนเราให้มีความกล้าหาญ เอาชนะความกลัว และยืนหยัดในความดีเพื่อเอาชนะอุปสรรค การเชื่อมโยงผสมผสานระหว่างคนกับสัตว์ เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความอ่อนโยนและดุดันที่มีความสมดุลในการเอาชนะสิ่งชั่วร้าย อันนี้เราเปิดกูเกิ้ลด้วยความสงสัยในอัตลักษณ์ที่ดูน่ากลัวของเทพบางองค์ในศาสนาฮินดู ซึ่งบางทีการที่เราหยิบดอกบัวไปฟาดคนชั่วแทนที่จะเป็นกงจักรมันก็คงหัวเราะเยาะเอาได้เราว่านะ
หลังจากขอพรเอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่จะต้องเดินทางในทริปอย่างจริงจัง เราก็เลยเถิดเดินเล่นไปไกลมาก ถนนเล็กๆที่ทะลุเห็นภูเขามีเมฆหมอกลอยฟูฟ่องละเลียดตามยอดเขา มันทำให้เกิดดราม่าทางสายตาที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ พอฝนซาเราเดินกลับที่พักหาอะไรกินแล้วเริ่มออกเดินทาง
จาก โจชิมัธ เราเดินทางมา เมือง พทรินาถ (Badrinath ลองเปิดชื่อทับศัพท์ สะกดได้อ่านยากมาก) ด้วยแชร์แท็กซี่ ซึ่งแน่นมาก ปกติจะนั่งได้ 7 คนรวมคนขับ แต่นี่ล่อเข้าไป 9 คนแล้ว! รถแล่นออกนอกเมืองไปได้สักพักก็ชะลอจอด ในใจได้แต่คิดว่าไม่มีที่แล้วจะมาเบียดแบ่งครึ่งที่นั่งกับคนขับหรืออย่างไร…. ปรากฏจริงจ้า เบียดนั่งขับรถครึ่งตูดกันไปตลอด 40 กิโลเมตร จนถึง Badrinath
ค่าบริการที่คนขับบอกเราคือ 150 รูปีตอนก่อนขึ้น แต่ตอนจ่ายเราให้แบงค์ 500 ไปได้ตังทอนเป็นแบงค์ที่ขยุ่มใส่มือนับดูคือแค่ร้อยเดียว ตอนแรกนึกว่าฟังผิดได้แต่ทวงถาม แต่ก็โดนตอบกลับโวยวายใส่อารมณ์จนน่าเกลียด เราได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับสบถออกมาดังๆว่า “อีเหี้ย” แล้วเดินจากไป มือยกขึ้นมาตีปากตัวเองอยู่หลายครั้งเมื่อเดินออกมา นี่เมืองศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ควรจะใช้คำพูดหยาบคาย ถึง อีเหี้ย จะเป็นกงจักร แต่หากเราหลงใช้มันในทางที่ผิด ก็อาจจะถูกมองว่าเป็นผู้ผิดบาปไปเสียเอง และอาจโดนรุมกระทืบขึ้นมาก็คงจะแย่แน่นอน (ที่โมโหก็เพราะเราเห็นลุงอีกคนที่โดนแบบเดียวกับเราตอนก่อนถึงในเมือง)
มือยกโทรศัพท์ขึ้นมา ได้แต่เปิดอ่านชื่อโรงแรมที่เคยหาข้อมูลไว้เพราะสัญญาณโทรศัพท์ตอนนี้ไม่มี เราได้แต่สุ่มเดินไปตามทางที่ออกนอกเมือง ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่ามันน่าจะอยู่แถวๆนั้น (โรงแรมยิ่งใกล้วัดยิ่งแพงมากจนน่าขนลุก) ไม่รู้อะไรดลใจให้เราไม่เดินไปตามถนนหลักต่อ เราเลี้ยวเข้าซอยเล็กที่มีการก่อสร้าง เรามองเข้าไปเห็นป้าย Hotel Pinnacle Peaks อยู่ไกลๆ ที่ดีใจมากเพราะนี่เป็นหนึ่งในสามโรงแรมที่ไม่เกินงบ พอเข้าห้องพักกลับพบว่าโรงแรมแห่งนี้สวยและดีกว่าในรูปเยอะ อยากเขกกะโหลกคนเลือกรูปที่ใส่ไปในออนไลน์เสียจริง แถมสะอาดสะอ้านจนไม่ต้องใส่รองเท้าในห้องเดินไปเดินมาเหมือนสองที่ที่ผ่านมา แต่ก็ว่าบาปราคาต่างกว่ากันเยอะ ที่นี่ตกคืนละ 1300 บาท ส่วนสองคืนที่ผ่านมาก็ประมาณ 400 กว่าบาท พอวางกระเป๋าแล้วเราก็ออกเดินไปที่วัดทันที
Badrinath เป็นสถานที่ที่ธรรมชาติและจิตวิญญาณหลอมรวมกันอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นความงามที่ยากจะบรรยาย บางคนเคยกล่าวไว้ว่า การจาริกแสวงบุญใน Badrinath ไม่ใช่แค่การเดินทางทางกายภาพ แต่เป็นการเดินทางเข้าสู่ภายในจิตใจ เพื่อค้นพบตัวตนที่ลึกที่สุดของเราเอง
ภาพที่เห็นใน Badrinath มักจะเต็มไปด้วยความศรัทธาและความมุ่งมั่นของผู้แสวงบุญ จะเห็นคนชราจำนวนมากที่ค่อยๆ ไต่บันไดเข้าสู่ประตูวัด บางคนแม้จะเดินไม่ไหว ก็ยังถูกหามใส่ตะกร้าขึ้นไปอย่างไม่ย่อท้อ สิ่งที่สะท้อนจากใบหน้าของพวกเขาไม่ใช่ความเหนื่อยล้า แต่เป็นความปลื้มปริ่มที่มาพร้อมกับการได้สัมผัสถึงศรัทธาที่ลึกซึ้งและการบรรลุถึงจุดหมายปลายทางทางจิตวิญญาณ
คิวที่ยาวเหยียดจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดในบางครั้ง อาจทำให้หลายคนรู้สึกท้อแท้ แต่สำหรับผู้แสวงบุญที่มาเยือน Badrinath พวกเขากลับเต็มไปด้วยความสุขและความสันติที่หายากในโลกที่วุ่นวาย ภาพเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความเชื่อและศรัทธาที่มั่นคงสามารถนำพาเราไปยังที่ที่จิตใจและจิตวิญญาณสามารถพักพิงและเจริญเติบโตได้ แม้จะต้องผ่านอุปสรรคใดๆ ก็ตาม
วัด Badrinath เป็นหนึ่งในสี่วัดหลักของอินเดีย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าเทพเจ้าวิษณุได้ประทับที่นี่ในรูปของนารายณ์ เพื่อรอคอยการกลับมาของเทพเจ้าลักษมี วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 9 โดย Adi Shankaracharya บุคคลสำคัญทางศาสนาที่ได้ฟื้นฟูศาสนาฮินดูให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง
มีเรื่องเล่าที่น่าขนลุกเกี่ยวกับวัดนี้เล่าว่า ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ หากคุณอยู่ใกล้ๆ คุณอาจจะได้ยินเสียงสวดมนต์ลึกลับที่ลอยมาเบาๆ จากทิศทางของวัด เสียงนี้ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่เชื่อกันว่ามาจากพลังแห่งเทพที่ยังคงรักษาและคุ้มครองสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกระซิบของลมที่พัดผ่านหรือเสียงของพระที่เคยอธิษฐานขอพรไว้ เสียงเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าพลังแห่งศรัทธาและความเชื่อยังคงมีอยู่แม้ในยามที่เราอาจมองไม่เห็น เรื่องเล่าเหล่านี้ได้ทำให้วัด Badrinath เป็นมากกว่าสถานที่ทางศาสนา แต่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาที่เข้มข้น และการคุ้มครองจากสิ่งที่เรามองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ
เราเดินงงๆหาทางเข้าวัดอยู่นาน หลงไปอีกด้านของแม่น้ำที่ถูกดินถล่มจนทางเชื่อมหาย ต้องเดินอ้อมอีกไกลโขกว่าจะถึง ทางเข้าจะมีตำรวจกั้นให้เราเอา QR code ที่ลงทะเบียน Yatra Registration ล่วงหน้าเพื่อแรกบัตรเข้าไป (เพื่อป้องกันผู้คนที่หนาแน่นเกินกับเผื่อเกิดภัยพิบัติก็จะได้มีข้อมูลในการเข้าพื้นที่ ต้องลงทะเบียนก่อนล่วงหน้าทางออนไลน์) พอข้ามสะพานมาเราเดินไปด้านล่างที่มีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่ผูแสวงบุญจะมาอาบชำระร่างกายและจิตวิญญาณก่อนเข้าวัด เราได้แต่เอามือกวักน้ำล้างหน้ากับราดหัว เห็นคิวที่ต่อยาวเพื่อเข้าวัดแล้วก็แอบท้ออยู่เหมือนกันแต่ก็มีคนนู้นคนนี้คอยทักบอกให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ตั้งแต่ของไหว้จนถึงการฝากรองเท้า ซึ่งไม่ใช่แต่กับเราที่ดูยืนงงๆ แต่จะส่งสารต่อๆกันสำหรับผู้เดินทางมาใหม่ที่เราว่าน่ารักดี
ที่ตั้งของวัด Badrinath อยู่ในหุบเขาที่งดงามมาก มีน้ำตก แม่น้ำ และยอดภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ แม้ว่าจะมีการก่อสร้างและซ่อมแซมเกิดขึ้นแทบทุกมุมเมือง รวมทั้งเพิงพักชั่วคราวของผู้แสวงบุญที่กระจัดกระจาย แต่มันกลับไม่ได้ลดทอนความมหัศจรรย์ของสถานที่นี้ลงเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า ที่นี่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่คงอยู่เหนือกาลเวลา
ในคืนนั้น อยู่ดีๆ เราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเสียงหน้าต่างที่สั่นสะเทือนเหมือนกำลังคำรามอยู่ เตียงที่เรานอนอยู่ก็สั่นโยกไปมา เราลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ ห้องด้วยความงุนงง แต่เพียงครู่เดียว ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างน่าอัศจรรย์ มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้ตระหนักถึงพลังของธรรมชาติและความลึกลับของสถานที่นี้จริงๆ




















Day 4 : Mana Village : 7/07/2024
Valley Of Flowers อยู่ที่ไหน?
หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงสงสัยว่า Valley Of Flowers ทุ่งดอกไม้อันเลื่องชื่อเมื่อไหร่จะถึง บอกเลยว่าเราเตะถ่วงการไปเยือนทุ่งดอกไม้นี้ออกไปให้นานที่สุด เพราะช่วงเวลากลางกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม ดอกไม้จะบานสะพรั่งสวยงามมากที่สุดนั่นเอง
เช้าวันนี้ที่ท่ารถ
เช้านี้เราเดินมาที่ท่ารถ กลับพบว่ามีผู้คนยืนรอกันอยู่มากมายเป็นพิเศษ เราเดินถามหารถที่จะไปหมู่บ้าน มณา (Mana) จนได้เจอกับครอบครัวชายหนุ่มสามคนที่เข้ามาคุยและชวนให้เราขึ้นรถไปด้วยกัน ที่จริงแล้วพวกเขาตั้งใจจะเดินทางกลับในวันนี้ แต่ด้วยถนนที่ปิดเพราะหินถล่ม ทำให้พวกเขาต้องพักที่นี่อีกหนึ่งคืน
หมู่บ้านมณาและต้นกำเนิดแม่น้ำสรัสวดี
เมื่อรถจอดหน้าหมู่บ้าน (ระยะทางเพียงห้ากิโลเมตรจาก Badrinath 50 รูปี) พวกเราก็เริ่มเดินเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อนร่วมทางชวนเราไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆในหมู่บ้าน พร้อมกับครอบครัวของเขา และเล่าประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจให้ฟัง สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือการได้เห็นต้นกำเนิดของ แม่น้ำสรัสวดี ที่เคยได้ยินแต่ชื่อ และยังได้เยี่ยมชม ถ้ำวยาส ที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่นักปราชญ์วยาสได้แต่งมหาภารตะขึ้นที่นี่ หลังจากทานขนม พวกเขาก็ปรึกษาเรื่องไปเที่ยวน้ำตก แต่เนื่องจากวาสุพี่คนโตกลัวว่าตัวเองจะไม่ไหวเพราะต้องเดินเขาไปอีก 5 กิโลเมตร เราจึงขอแยกตัวออกไปเดินทางต่อคนเดียว ขณะที่พวกวาสุจะหาที่พักในหมู่บ้านมณาเพื่อพักผ่อนแทน
น้ำตกวาสุธารา
น้ำตก วาสุธารา (Vasudhara) เป็นน้ำตกศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ว่ากันว่าหากไปยืนใกล้ ๆ น้ำตกนี้ จะมีลมพัดให้น้ำไม่เปียกตัว ถ้าผู้นั้นบริสุทธิ์ใจ เส้นทางไปยังน้ำตกเป็นทางเดินหินผ่านช่องเขาที่สวยงามมาก มีธารน้ำแข็งและยอดภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ แม้จะอยู่ในเดือนกรกฎาคมก็ตาม ฝนที่ตก ๆ หยุด ๆ ทำให้อุณหภูมิลดลงต่ำ เราค่อย ๆ เดินขึ้นไปอย่างช้า ๆ คนท้องถิ่นแซงเราไปหลายกลุ่ม เพราะเรามัวแต่ชื่นชมความสวยงามของภูเขาและดอกไม้เล็กๆที่ขึ้นตามทาง มันสวยงามมากจริง ๆ เมื่อถึงน้ำตก เราได้ยกมือไหว้ แต่ก็มีนักแสวงบุญสามคนมาบอกให้เราร่วมเปล่งเสียงบทสวดไปกับพวกเขา เราก็ทำตามด้วยความเคารพ แต่ถามว่าน้ำตกมีลมพัดให้ตัวเราไม่เปียกไหม? บอกได้เลยว่า ฉ่ำไปทั้งร่าง! นังคนบาป2024 คิดดังๆอยู่ในใจ



เรื่องเล่ากล่าวว่า ภีมะ (Bheema) หนึ่งในห้าพี่น้องปาณฑพ (Pandavas) ได้สร้างสะพานหินนี้ขึ้นเพื่อให้พี่น้องของเขาข้ามแม่น้ำสาระสวตี (Saraswati River) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลอย่างแรงและเป็นส่วนหนึ่งของปกรณัม โดยวัดภัสกูนี้มีหินขนาดใหญ่วางขวางลำน้ำไว้ เหมือนเป็นสะพานให้แม่น้ำไหลลงผ่านไปได้


วิวระหว่างทางไปวาสุธารา (Vasudhara) จากหมู่บ้านมณา ทางเดินไม่ได้ลำบากมาก วิวภูเขาในฤดูฝนมันยิ่งทำให้สวยยิ่งขึ้นไปอีก








Day 5 : Badrinath – Govindghat – Ghangaria : 8/07/2024
เราลากกระเป๋าออกจากโรงแรมตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงเช้า หวังว่าจะไปถึง Govindghat จุดเริ่มต้นของการเดินเท้าไปยัง Valley of Flowers ให้เร็วที่สุด แต่แล้วภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจเราหล่นวูบ ผู้คนยืนอออยู่ที่ท่ารถเหมือนรอคิวแจกของฟรี! เราเดินเข้าไปถามคนโน้นคนนี้ แต่คำตอบที่ได้รับก็เป็นเพียงการปฏิเสธ จนกระทั่งเราเจอกับวาสุและครอบครัวสามหนุ่มที่เคยเจอกันเมื่อวาน พวกเขาบอกว่าถนนมีหินถล่มลงมา รถไม่สามารถผ่านไปได้ ทางการแจ้งว่ากว่าจะเปิดถนนได้ก็น่าจะหลังเก้าโมงเช้า แล้วรถคันเดียวที่พวกเขามีอยู่ก็เต็มจนไม่มีที่ให้เราอีกแล้ว
เรามองดูรถของวาสุที่กำลังจะออกไปต่อคิวรอถนนเปิดอย่างตาละห้อย และด้วยความหิวเราก็เดินไปหาอะไรกินแทน พอกลับมาที่ท่ารถ ผู้คนก็ยังคงตกค้างยืนรอกันอยู่อย่างหนาแน่น พอมีรถเข้ามาจอด ทุกคนก็พุ่งเข้าไปสอบถามพร้อมกับกระโดดขึ้นรถอย่างบ้าคลั่ง แต่เรากลับถูกปฏิเสธอยู่เรื่อย ๆ เพราะจุดหมายที่ใกล้แค่ 20 กิโลเมตรดูไม่คุ้มค่าเท่าไหร่
จนในที่สุด ชายหนุ่มที่มาพร้อมกับคุณแม่พยายามเรียกเราให้รวมกลุ่มกัน เขาคงทนเห็นเราโดนปฏิเสธจนเกือบจะล้มเลิกแล้วไม่ได้ เราสามคนพยายามหลายครั้งจนในที่สุดโชคก็เข้าข้างเรา เมื่อจู่ ๆ มีรถเข้ามาเทียบใกล้ ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันจะจอดสนิทดี พวกเราก็รีบเปิดประตู ตะโกนบอกสถานที่จะไป แล้วยัดตัวเองพร้อมกระเป๋าเข้าไปเบียดที่นั่งด้านหลังจนแว่นเราถึงกับเบี้ยว!
พอรถออกไปได้ไม่นาน หนุ่มน้อยอีกคนก็โผล่มาโบกมือเรียกให้คนขับหยุด ราวกับว่าเขาคือเจ้าชายที่มีภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จ คนขับเปิดหน้าต่างมองมาด้วยสายตางุนงง แล้วก็พยักหน้าบอกให้เขาเอากระเป๋าไปวางบนหลังคา จากนั้นหนุ่มน้อยก็เบียดเข้ามานั่งกับพวกเราซะจนพื้นที่เล็กๆ ที่เหลือให้ก้นเราต้องถูกยึดไปอีกครึ่งหนึ่ง แม่ของเขาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ดูเหมือนจะหน้าซีดและเริ่มหายใจแรง คล้ายกับว่าเธอจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ! เราควักยาหม่องน้ำที่กำไว้ตลอดป้ายไปที่หลังมือเธอ
เมื่อถึงจุดหินถล่ม พวกเราต้องลงจากรถ เจ้าหน้าที่โบกมือเร่งให้พวกเราวิ่งไปข้างหน้าโดยเร็วที่สุด เพราะจุดนี้มีการถล่มซ้ำตลอดเวลา ในขณะที่รถเครนคันแรกหักงอในความพยายายามยกหิน รถขุดดินถูกนำมาใช้ดันแทนอย่างชั่วคราว ภาพที่เห็นทำให้เรารู้สึกถึงความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า ต้องรีบเผ่นไปให้เร็วที่สุด พอพ้นมาพวกเรายังต้องต้องไต่ลงจากผาไปยังถนนอีกฝั่งด้วยความระมัดระวัง
เมื่อข้ามไปถึง ทุกคนก็ยืนมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงงและสับสน พ่อหนุ่มที่มากับแม่พยายามหารถต่อเพื่อไปยังจุดหมาย แต่พอเจอคันที่คนขับตกลงรับ คนอื่น ๆ ก็รีบขึ้นไปจนเต็มในทันที เขาหันกลับมามองเรา ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกขอโทษที่ไม่สามารถพาเราไปด้วยได้ เรารู้สึกถึงความห่วงใยในสายตาของคนแปลกหน้าด้วยความจริงใจ
เราขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนจะโบกมือลาอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับคำขอบคุณที่เรารู้ว่าเขารับรู้ได้ แม้เราจะไม่ได้ขึ้นรถคันเดียวกัน แต่ความช่วยเหลือและความปรารถนาดีที่เขามอบให้ในช่วงเวลาสั้นๆนี้จะเป็นสิ่งที่เราจดจำไว้ในใจเสมอ
อีกชั่วโมงกว่าๆ ฝนเริ่มตกหนัก เรายังคงเดินเคาะรถแต่ละคันว่ามีใครเปลี่ยนใจจะกลับทางที่มาบ้าง แต่ละคนพอเห็นรูปหินยักษ์ในโทรศัพท์ที่เราโชว์ก็ยังคงงงๆแต่ก็ปฎิเสธ มีคันนึงตอบตกลง เราโยนกระเป๋าขึ้นหลังคาแล้วรีบมานั่งด้านหน้าทันทีหลังจากที่คนอื่นลงจากรถเพื่อเดินไปยัง Badrinath สุดท้ายเราใช้เวลา 5 ชั่วโมงกับระยะทาง 24 กิโลเมตร ในการมาถึงที่หมายได้อย่างทันเวลา เพราะการเดินเขา 10 กม ถ้าสายกว่านี้คงถึงมืดค่ำแน่
เมื่อมาถึง Govindghat เราก็ยืนงงๆปนความหิวจากการเดินทาง ภาพที่คิดเอาไว้ว่าจะมีเครื่องชั่งกิโลวางเรียงรายพร้อมลูกหาบมารุมล้อมให้ชี้นิ้วเลือกจนวุ่นวาย แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแบบที่คิดเลยสักอย่าง มีแต่ร้านอาหารเศร้าๆแมลงวันเยอะๆที่เปิดทำการอยู่ หลังกินเสร็จเรายังคงเดินงงไปมาอยู่นานเพราะป้ายบอกทางอะไรก็ไม่มี ได้แต่เดินถามคนที่อยู่แถวนั้น พอมาถึงอีกทางแยก รู้สึกร้อนเลยถอดเสื้อออกเหลือแค่เสื้อยืด มีชายหนุ่มสองคนกวักมือเรียกให้เราไปอีกทางเพื่อขึ้นสะพาน ซึ่งเป็นคนละทิศกับที่เราคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง เขาแนะนำตัวว่าชื่อ อบิซาส บอกให้เราขึ้นรถกับเค้าไปที่หมู่บ้าน Pulna ซึ่งตรงนั้นจะเป็นจุดของการเดินอย่างแท้จริง (ในใจร้องอ้าวอย่างดัง)
พอเดินไปบนสะพานกลุ่มคนซิกข์มากมายที่มาแสวงบุญต่างแย่งรถกันอีก ในใจคิดว่าวันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย (นอกจาก Valley of flowers แล้วที่นี่ยังมี Hemkund Sahib ที่เป็นที่จารึกแสวงบุญของชาวซิกข์อีกด้วย จึงทำให้ฟิลที่นี่เหมือนเดินขึ้นภูกระดึง,เขาคิชฌกูฏบวกกับภูสอยดาว) อบิซาส ช่วยเราให้ได้ที่นั่งก่อนที่คนมาทีหลังจะแย่งไปอีก เขาถามว่าเราพักที่ไหนแล้วจะเดินกับพวกเขาหรือเปล่า เราได้แต่ตอบไปว่า เราเดินช้าจริงๆ สปีดลูกหาบแบกตู้เย็นขึ้นเขาเค้ายังเร็วกว่าเราเลย พอถึงที่หมาย จ่ายค่าธรรมเนียม ก็กล่าวขอบคุณและร่ำลากัน
เราแบกกระเป๋าใบใหญ่หนัก 10 กก. กับสะพายใบเล็กที่ด้านหน้า สายตาสอดส่องตามหาลูกหาบ เดินท้อแท้สลับกับสร้างความหึกเหิมปลอมๆหลอกตัวเองว่า “เราทำได้” อยู่พักใหญ่ (ลูกหาบส่วนใหญ่คือเดินขึ้นไปหมดตั้งแต่เช้า หรือไม่ก็ที่เดินลงมายังมาไม่ถึง) สายตาไปสบเข้ากับหนุ่มน้อยคนนึงที่กำลังนั่งดื่มชา เห็นตะกร้าวิเศษพิงอยู่อีกฝากนึงของร้าน เราจึงเดินเข้าไปสอบถามโดยทันที หลังจากตกลงราคา เราก็ขอถ่ายรูปน้องเค้า รอยยิ้มละมุนเหมือนโมนาลิซาเห็นแล้วมันซึ้งใจดีจริงๆ น้องเค้าเป็นคนเนปาล ซึ่งเค้าก็คิดว่าเราเป็นคนชาติเดียวกับเค้าด้วยเช่นกัน
ระหว่างทางมีคนสอบถามน้องเค้าอยู่หลายคนแต่ก็เหมือนจะกัดฟันถือเองกันต่อไป (ลูกหาบที่เดินลงจากเขามาในรอบเช้าหลายคนที่ทำติดต่อมาหลายวันจึงไม่รับงาน) พอเดินไปสักพักใหญ่ก็มีคนกลุ่มนึงมาต่อรอง ที่พูดจาได้แย่มาก แถมต่อรองนิดๆหน่อยๆจนน่าเกลียด ก่อนออกเดินมาบอกเราด้วยสำเนียงบอสซี่เจ้ากี้เจ้าการว่า“เดินไปกับลูกหาบก็ฝากดูกระเป๋าด้วย แล้วให้เค้าไปวางที่โรงแรมให้ถูกที่ละ” เราก็พยักหน้าแต่ในใจคิดอยากจะเอาขี้ม้าตามทางยัดใส่กระเป๋าแม่งจริงๆ (ราคาที่น้องเค้าบอกไม่ได้แพงเลย กับลูกหาบระยะทาง 10 กม. แล้วลูกหาบในรอบเย็นแบบนี้นั่นหมายความว่าเค้าต้องพักค้างคืนด้านบนอีกซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ทางการระบุรวมไว้เบื้องต้นแล้วทั้งสิ้น) เราเดินกับน้องและผองเพื่อนลูกหาบที่เป็นชาวเนปาล พวกเขาจะสลับตะกร้ากันเพื่อไปช่วยเพื่อนอีกสองคนที่ขนเหล็กอุปกรณ์ก่อสร้างชิ้นใหญ่ ที่มันดูหนักเกินมนุษย์มนาจะแบกขึ้นมาได้จริงๆ
พอพักกินอาหารร้านระหว่างทางก็ต้องตกใจกับราคา มันไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับร้านรังแมลงวันที่ท่ารถ(ก๋วยเตี๋ยวผัดที่เยอะกว่าแม็กกี้ซองนิดนึงกับกาแฟหนึ่งแก้วเกือบ 400 รูปี) ร้านนี้เราสั่งโรตีมันฝรั่งสามชุด แม็กกี้(ม่าม่าต้มบ้านเรา)สอง และชามาซาล่า เพื่อแบ่งกับน้องๆลูกหาบ ราคา 220 รูปีทั้งหมดกินกันได้สามสี่คนอิ่ม
วิวสองข้างทางจากความสูงเกือบสองพันเมตรไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆจนวิวต้นสนเริ่มหนาแน่น จากร้อนๆต้องเริ่มเอาเสื้อหนาวขึ้นมาใส่ พอมาถึงหมู่บ้านคงคาเรีย Ghangaria ก็ต้องตกใจ ว่าผู้ใดช่างแบกอิฐหินดินทรายขึ้นมาสร้างเมืองกันได้อย่างไรบนนี้กันเนี่ย มันเจริญเกินกว่าคำว่าหมู่บ้านในแบบที่เราจินตนาการไว้ กว่าจะถึงที่พักจริงๆก็สองทุ่มกว่าๆ เจ็ดชั่วโมงที่เดินเท้าทำให้หมดแรงมากจริงๆวันนี้


















Day 6 : Sri Hemkund Sahib : 9/07/2024
ศรีเฮมกุนท์ซาฮิบ (Sri Hemkund Sahib) เป็นศาสนสถานสำคัญของชาวซิกข์ ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้าน Ghangaria 6 กม.ที่ระดับความสูงประมาณ 4,632 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่สูงที่สุดในโลก
เดี๋ยวก่อนนะ จะไม่ได้พักเลยใช่ไหม แล้วมาสูงทำไมตั้ง 4632 เมตรจะไหวไหมในใจคิด เอาดีดีก็เพิ่งเปิดดูประวัติความเป็นมาในตอนเช้าวันนี้นี่เอง ด้วยความที่ไม่คิดอะไรมากเราออกตัวเริ่มเดินสายกว่าใครเพื่อน แปดโมงกว่าเพิ่งจะออกจากที่พัก แดดวันนี้ส่องสว่างร้อนแรงแตกต่างจากวันก่อนๆโดยสิ้นเชิงแต่อากาศก็หนาวใช้ได้อยู่เหมือนกัน
เราเดินมาได้สักสองกิโลเมตรก็เริ่มเหนื่อย เดินก้าวนึงก็หอบซะตัวโยน ให้เดาไม่ใช่ว่าเพราะแก่เพียงอย่างเดียว แต่โรคแพ้ภูเขาคงกำลังซ้ำเติม เริ่มปวดหัวมึนงง ม้าโดยสารที่กลับลงมาดูเย้ายวนยั่วเงินในกระเป๋าที่มีอยู่น้อยนิดมาก แต่พอเห็นเจ้าของหวดม้าที่ดื้อดึงอย่างรุนแรงเราก็ตัดสินใจไม่นั่งดีกว่า ตามทางเดินมีเพียงเรากับผู้แสวงบุญอีกสี่ห้าคนที่เดินหอบอยู่ บางคนตัดสินใจขึ้นม้าไปแบบไม่มีทางเลือกเพราะหมดแรง คนที่เดินลงมาเตือนบอกเราว่าวัดปิดบ่ายโมงครึ่งนี่ 11.30 แล้วแต่หนทางยังอีกตั้งยาวไกล
2 กม. สุดท้ายมันช่างโหดร้ายมาก มีสองทางแยกเส้นนึงเป็นบันไดตั้งตรงสู่วัดในระยะทางที่สั้นกว่า แต่เราเลือกที่จะเดินแบบหอบๆอ้อมไปอีกทางที่ดูเข้าทีปราณีกับสังขารในตอนนี้ กว่าจะลากกายหยาบขึ้นมาได้ก็ปาเข้าไป 13.40 เจ้าหน้าที่เริ่มประกาศว่าจะปิดทำการเร็วๆนี้ ผ้าขาวม้าที่กะเอามาโพกก่อนเข้าวัดเรากลับลืมไว้ที่ห้อง แต่มีลุงคนนึงเอาเศษผ้าสีชมพูอ่อนมาโพกให้เราแทน
ภายในวัดปูพรมที่เปียกชุ่มด้วยความชื้น เราดูคนข้างๆที่สวดภาวนาแล้วเอามือแตะพื้นเราจึงทำตาม พอออกมาด้านนอกที่ทะเลสาปก็ขนลุกวาป มันสวยงามมากจริงๆด้วยความที่เพิ่งเคยเห็นทะเลสาบในที่สูงเป็นครั้งแรก น้องผู้หญิงที่กระเสือกกระสนมาด้วยกันถามว่าเรากินอะไรยัง เพราะโรงทานจะปิดแล้ว เรากับนางจึงไปเอามันบดคนละหนึ่งชามมานั่งกินตรงลานกลางแดด แต่หัวที่ปวดบวกความเหนื่อยทำให้ไม่อยากอาหารมากนัก แต่ด้วยความเกรงใจเราก็กินจนหมดชาม
พอวัดเริ่มปิดไล่คนออกเราก็เริ่มกระดึ๊บลงบันไดไปทีละขั้น เอาจริงๆเพิ่งจะเห็นวิวทิวทัศน์ก็ตอนขาลงนี่แหละ มันมีดอกไม้ขึ้นหลากสีสันสวยงามประมาณหนึ่งเลยทีเดียว พอถึงธารน้ำแข็งเราก็ลองเอานิ้วจิ้มๆดู เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ได้สัมผัสใกล้ชิดขนาดนี้
สิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้ได้อีกคือภาพของคุณลุง คุณป้า คุณยาย ที่ค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นและลงด้วยความตั้งใจ แม้จากสายตา พวกท่านอาจดูไม่ได้แข็งแรงมากนัก แต่ใจของท่านนั้นยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย มันเป็นพลังที่แผ่ออกมาอย่างเงียบๆ แต่เข้มแข็ง ในทุกย่างก้าวของพวกท่าน เราสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาที่ไม่ย่อท้อ ทำให้เรารู้ว่าไม่ว่าจะเหนื่อยรู้สึกไม่ไหวแค่ไหน ใจที่สู้ของเราก็สามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้เช่นกัน
พอลงมาต่ำกว่าสี่พันเมตรเราเริ่มดีขึ้นสามารถทำเวลาขาลงได้ดีทีเดียว ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที ต่างจากขาขึ้นโดยสิ้นเชิงที่ใช้ไปทั้งหมดเกือบห้าชั่วโมงเลยทีเดียว เด็กๆลูกหาบชาวเนปาลกลุ่มใหญ่ที่เดินขึ้นมาด้วยกันเมื่อวานนี้กวักมือให้เราเข้าไปนั่งคุยในร้านที่พวกเค้านั่งกันอยู่ในระหว่างทางกลับที่พัก เราได้แต่ยกมือประกบกันไปที่ข้างแก้มส่งสัญญาณว่าบอกพวกเค้าว่าขอกลับไปนอนก่อนเพราะนี่คือสิ่งที่ชีวิตต้องการมากที่สุดในตอนนี้ เป็นอีกหนึ่งการเดินที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตจริงๆ





















Day 7 : Valley Of Flowers : 10/07/2024
วันนี้ก็มาถึง! Valley of Flowers
จุดหมายไฮไลท์ที่เราเฝ้ารอจนเมื่อคืนตื่นเต้นจนนอนไม่ค่อยหลับ ขาที่ระบมกับเล็บเท้าที่เปลี่ยนเป็นสีม่วงดั่งก้อนบลูเบอร์รี่น้อย ๆ ทำให้เรากังวลใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า “เอาน่า ขนาดนี้แล้ว ใครจะถอย!”(ตอนแรกแอบคิดว่าจะพักเท้าสักหนึ่งวัน แต่ใจก็อยากไปเห็นทุ่งดอกไม้เร็วๆ) เราออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ก่อนเจ็ดโมงจากตัวหมู่บ้าน พอเดินไปถึงหน้าที่ทำการ ก็ชำระค่าธรรมเนียมและการตรวจเช็คกระเป๋าแบบละเอียดลออ สิ่งที่ต้องถูกยึดไปอย่างไม่มีข้อแม้คือไฟแช็คและบุหรี่ หากมีขนมขวดน้ำพลาสติก เจ้าหน้าที่จะลงบันทึกจำนวนเอาไว้ ขากลับต้องมานำแสดงที่นี่ให้ครบ ทางการจะเข้มงวดมากในเรื่องสิ่งแวดล้อม (ตลอดทางเดินเราเจอขยะเพียงชิ้นเดียว ดูทรงแล้วคงเผลอหล่นอย่างไม่ได้ตั้งใจ เราเลยเก็บใส่กระเป๋านำออกมา)
ทางเดินในช่วงแรกต้องผ่านป่าสนยักษ์ ทั้งดูขลังและสดชื่น ระหว่างทางมีกระต่ายตัวเล็กๆที่หูสั้นเหมือนหนูและลิงหน้าขาวที่โยนหินเล่นตรงขอบผา ทางเดินขึ้นไม่ได้รู้สึกโหดร้ายแบบเมื่อวาน แต่ก็ไกลอยู่เกือบ 4 กิโลเมตร พอเข้าที่โล่งก็เริ่มเห็นหุบเขา มันเขียวขจีแซมด้วยจุดสีจางๆ เราเอาแว่นเบี้ยวๆมาใส่พบว่ามันคือดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มท้องทุ่งจริงๆ ไม่ใช่เป็นแค่ในตำนาน เพียงเพราะดอกไม้ส่วนใหญ่จะชูก้านพร้อมใบ ทำให้ภาพรวมจึงออกมาเป็นสีเขียวเสียมากกว่าในสิ่งที่เห็น
ตอนแรกนึกว่าคนจะเยอะมากมายเมื่อตีความจากตอนที่ขึ้นหมู่บ้านคงคาเรีย แต่ที่นี่กลับหาพื้นที่ความสงบแบบส่วนตัวได้ไม่ยาก ผู้คนส่วนใหญ่ไปเส้นทางแสวงบุญโดยไม่ได้มาเที่ยวทุ่งดอกไม้แห่งนี้เลย เรานั่งบนหิน ชื่นชมทิวทัศน์อยู่พักใหญ่ เท่าที่เห็นด้วยสายตาคือแค่สิบกว่าคนเองที่กระจายในพื้นที่ เราเดินมาสักพักจึงเจอป้ายว่าเริ่มเข้าเขต Valley ที่แท้จริง อ้าวนี่แค่เริ่มเองรึในใจคิด
ตลอดทางเดินกว่า 2 กิโลเมตร รู้สึกเหมือนก้าวเข้าสู่ดินแดนสวรรค์ที่เราเคยฝันถึง ดอกไม้หลากหลายชนิดเบ่งบานเต็มไปหมด เหมือนพวกมันต่างพากันอวดโฉมความงดงามอย่างไม่มียั้ง น้ำตกที่ไหลรินกับภูเขาสูงที่ล้อมรอบ ทำให้ที่นี่ดูทรงพลังและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในทุกอณู
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพืชสีเขียวที่ผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้บางชนิดในอากาศ มันช่างเป็นความหอมละมุนที่ยากจะหาคำมาอธิบาย และมีกลิ่นดอกไม้ปุยๆเหมือนกลิ่นช็อกโกแลตจางๆ ช่างน่าหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก เรารู้สึกเหมือนหัวใจได้รับการโอบอุ้มด้วยความสุขจากธรรมชาติ ทุกย่างก้าวที่เดินไป ทำให้เรารู้ว่า ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่ใช่ที่ไหนไหนจะสร้างความประทับในแบบนี้ได้
พอพ้นเขตดอกไม้ที่เต็มไปด้วยความสดใส ก็เข้าสู่เขตป่าที่เต็มไปด้วยความเงียบสงบ แต่ไม่ทันไรเราก็เจอกับแม่น้ำสายใหญ่ที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า (แม่น้ำ Pushpawati) ตอนแรกเราคิดว่าทางเดินคงสิ้นสุดเพียงแค่นี้ แต่ทันทีที่เราใส่แว่น ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนไปสิ้นเชิง จุดเล็กๆที่เห็นอยู่ไกลๆกลางแม่น้ำ มันคือดอกไม้! ความตื่นเต้นพุ่งพล่านจนแทบกลั้นยิ้มไม่อยู่
เราเดินตามทางจนสุดแล้วก้าวลงไปตามก้อนหินของแม่น้ำ เพื่อสัมผัสกับดอกไม้สีชมพูเข้มที่ช่างน่ารักเกินบรรยาย พวกมันเบ่งบานกันอย่างสดใสเป็นกอใหญ่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด เราอดไม่ได้ที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นอยู่นาน ช่วงเวลาที่ได้ชื่นชมดอกไม้เหล่านี้มันเหมือนกับการกอดความฝันที่เราเคยมีในใจ
แล้วเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เกือบบ่ายสองแล้ว เราต้องเริ่มเดินกลับ เพราะต้องไปให้ถึงตรงด่านก่อนห้าโมงเย็น แต่เมื่อเดินมาถึงเขตทุ่งดอกไม้ เหมือนเวลามันหยุดหมุน เราไม่ใช่คนเดียวที่เถลไถล หลายคนต่างยืนชื่นชมสรวงสวรรค์แห่งนี้ด้วยความอาลัย เหมือนกับว่าถ้าได้ยืนอยู่ตรงนี้อีกสักครู่หนึ่ง เราก็คงจะไม่อยากจากไปแบบอำลาแต่จะจดจำให้แน่น ชัดเจนในยามที่คิดถึงมัน
พอดอกไม้ลับขอบตาเราก็รีบลงมาด้วยสปีดแบบเชอปาลืมของ เท้าเจ็บเล็บม่วงอะไรไม่สนทั้งสิ้น เพราะความอยากบุหรี่ก็เข้ามาโจมตีอย่างไม่ปรานีในตอนนี้ เราลงมาถึงก็ขอเจ้าหน้าที่ไปแอบอัดหนึ่งตัวที่ด้านหลังก่อนมาสอบถามเรื่องข้อมูล แผนที่ที่ด้านหน้ามันดูงงๆจนคิดว่าเราพลาดทางเดินตรงอื่นไปหรือไม่ ซึ่งก็ครบหมดแล้วยกเว้นทางที่ไปหลุมศพของ Joan Margaret Legge นักพฤกษศาสตร์จากซึ่งเสียชีวิตในปี 1939 ในสถานที่นี้ขณะเก็บตัวอย่างพืชแล้วลื่นล้ม เพราะเมื่อลงไปตามทางแยกกลับพบหญ้าที่รกและเวลาก็ควรจะเริ่มออกเดินกลับได้แล้ว จึงยกมือไหว้อยู่ไกลๆ
คำพูดของ Frank Smythe ที่ว่า “It was impossible to take a step without crushing a flower” เป็นการสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และความงามที่หาดูได้ยากของ ดอกไม้ที่บานสะพรั่งจนหนาแน่น และแทบจะไม่สามารถก้าวเดินโดยไม่เหยียบย่ำดอกไม้ได้ เป็นคำเตือนถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติที่เราควรตระหนัก
แม้ว่าหุบเขาดอกไม้ที่งดงามแห่งนี้จะเป็นที่รู้จักดีในหมู่ชาวบ้านท้องถิ่น แต่ Frank Smythe ได้แนะนำให้โลกรู้จักความงดงามนี้ภายใต้ชื่อใหม่ “Valley of Flowers” หุบเขานี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามและความเปราะบางของธรรมชาติที่เราต้องช่วยกันปกป้อง
การรักษาความงดงามนี้ไว้ไม่ใช่เพียงแค่การอนุรักษ์ดอกไม้หรือภูมิทัศน์ แต่เป็นการอนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติที่ควรค่าแก่การส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติที่บริสุทธิ์และงดงามเช่นเดียวกับเรา การอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ใช่แค่หน้าที่ของใครบางคน แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน เพราะธรรมชาติที่ยั่งยืนคือของขวัญที่ดีที่สุดที่เราสามารถมอบให้แก่โลกใบนี้ ความงดงามนี้จะยั่งยืนได้เพียงแค่เราตระหนักถึงความสำคัญของมันและลงมือทำเพื่อปกป้องมัน








พืชชนิดนี้เป็นบรรพบุรุษของแครอทที่เรารับประทานในปัจจุบัน













Day 8 : Ghangaria – Govindghat – Auli : 11/07/2024
ในเช้าวันที่เราเช็คเอาท์จากที่พัก คุณลุงเจ้าของพูดอวยพรขอให้โชคดี แกน่ารักมากจริงๆ ชอบเดินมาถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้าง วันนี้มีความสุขไหม แม้ภาษาอังกฤษของแกจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่แกก็พยายามมาคุยกับเราเสมอ ที่พักนี้เราว่าโอเคเลย คุณลุงแกใจดี ลดราคาให้เหลือเพียง 1000 รูปีสำหรับการพักคนเดียว ที่จริงเราแอบเห็นว่าที่พักอื่นอาจจะสะดวกกว่านี้หน่อย แต่ที่นี่ก็เงียบสงบสบายใจกว่าอย่างชัดเจน (ชื่อที่พักคือ Holiday Inn อยู่เกือบสุดหมู่บ้านเลย)
เช้า 07:30 น. ยุพราช ลูกหาบผู้มีรอยยิ้มละมุนก็กลับมารับเราตามนัด เค้าและเพื่อน ๆ รอกันอยู่ที่หน้าโรงแรม บางคนตะกร้ายังว่างเปล่าอยู่ไม่มีลูกค้า เราถ่ายรูปป้ายภาษาฮินดีเกี่ยวกับค่าลูกหาบไว้ตั้งแต่เมื่อวาน พยายามแปลแบบเดาๆ ว่าค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 1800 รูปี รวมค่าธรรมเนียม 100 ค่าที่พักและอาหาร 600 แต่เมื่อวานน้องเค้าคิดเราแค่ 1100 รูปี (จริง ๆ แล้วเราให้มากกว่านั้น แต่ก็ไม่ถึง 2500 รูปีอยู่ดี)
กลางทางเราเจอกับ คุนาล ไกด์เดินป่าที่พาลูกทัวร์มา เค้าทักทายเราตลอดสามวันบนภูเขา และมักจะช่วยแปลบทสนทนาระหว่างเรากับ ยุพราช อยู่บ่อยครั้ง เราจึงถามเค้าว่าราคาเสลี่ยงจากหมู่บ้านคงคาเรียไป Hemkund Sahib จะตกอยู่ที่ 15000 รูปี
พอมาถึงด้านล่าง เราก็จ่ายเงินเต็มจำนวนที่เค้าควรได้รับ น้องเค้าทำท่าเหมือนมันเยอะเกินไปสำหรับกระเป๋าใบเดียว แต่เราก็ตอบว่าไม่เป็นไร เพราะเราเป็นลูกค้าคนเดียวของเค้าในขาที่ลงมา
เมื่อถึง Govindghat เพื่อจะต่อรถกลับ Joshimath เราหิวจนแทบทนไม่ไหว แต่เห็นฝูงแมลงวันที่เกาะตามที่ต่าง ๆ แล้วทำใจไม่ได้จริง ๆ พอมาถึงเมือง Joshimath ด้วยแชร์แท็กซี่ เราก็หมดแรง ตอนแรกคิดว่าจะลองขึ้นกระเช้าไปยอด Auli ที่เป็นเมืองตากอากาศสำหรับเล่นสกี(จริงๆช่วงนี้ปิดเพราะนักท่องเที่ยวน้อย) แล้วค่อยหาที่พัก แต่ด้วยความหิว เลยถอดใจนั่งแท็กซี่ขึ้นไปยังที่พักแทนการนั่งกระเช้าแทน
ที่พักชื่อ Aaryam Resort มีห้องพักหลายแบบ แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างยอดเขาและข้างล่าง ราคาจึงไม่แรงมาก เราถามราคาห้องพักแบบมีระเบียง แต่พี่เจ้าของใจดี ให้เราอัพเกรดเป็นกระท่อมที่ราคาสูงขึ้นแต่จ่ายเท่าห้องธรรมดา(3000รูปี) ภายในห้องบุด้วยไม้สน เตียงมีผ้าปูขาวสะอาดปราศจากกลิ่นคนที่พักก่อนหน้า วิวภูเขาที่มองเห็นได้ทั้งจากเตียงและห้องนั่งเล่น
เราตัดสินใจเลือกที่พักดีหน่อย เพราะได้ข่าวว่าถนนทางกลับ Rishikash ยังปิดอยู่ และที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้ใช่เงินไปสักเท่าไหร่ เราจึงเลือกที่จะพักอยู่แถว Auli นี้ยังไม่เดินทางไปไหนสักสองคืน ถ้ารู้ข่าวก่อนหน้า เราคงจะอยู่ที่ Valley of Flowers อีกวัน เพราะตอนนี้คือคิดถึงที่นั่นอยู่ตลอดเวลาจริงๆ







Day 9 : Auli : 12/07/2024
จากที่พักระหว่างเมือง Joshimath กับ Auli บนยอดเขา เราต้องนั่งแท็กซี่ขึ้นไปที่สกีรีสอร์ต เพื่อที่จะเดินป่าไปยัง Gorson Bugyal ซึ่งจะเป็นลานทุ่งกว้างมองเห็นวิวยอดเขาหลายๆลูกในระแวกนี้
ด้วยความหวังที่จะนั่งเก้าอี้เลื่อนขึ้นไปบนยอดก็ต้องปัดตกไป คุณลุงที่ดูแลแกบอกว่าวันนี้ไม่มีคนเลยเพราะถนนถูกปิด หลังจากที่เรานั่งรออยู่สักพัก ถ้าจะขึ้นได้ต้องมีสี่คนขึ้นไป ลุกแกบอกให้เดินตรงทางหญ้าที่เป็นลานสไลด์ขึ้นไปเองจะดีกว่า พอพ้นตรงส่วนนี้จะเจอกับสถานีเคเบิ้ลคาร์ที่ตอนนี้ก็ปิดทำการด้วยเช่นกัน ข้างๆจะมีอาคารเล็กๆของที่ทำการอุทยาน มีป้ายบอกเตือนอยู่หลายเรื่อง อันนึงที่ทำให้รู้สึกงานเข้านั่นก็คือ ห้ามเดินเข้าไปคนเดียว จะต้องมีไกด์ท้องถิ่นเข้าไปด้วย เราคุยกับเจ้าหน้าที่อยู่นาน เพราะข้อมูลที่ได้จากการดูยูทูปภาษาฮินดี ก็มีแต่พ่อหนุ่มเดินๆถือโกโปรเข้าไปดุ่ยๆคนเดียว
เจ้าหน้าที่แกบอกจะให้ติดต่อหาไกด์ให้ไหมแต่ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 2000 รูปี เราได้แต่สลดในราคา แกเลยถามว่ามีเข็มทิศไหม ในทริปนี้เราเอาติดมาด้วยแต่ไม่เคยได้ใช้งาน แกให้เราหยิบมาแล้วสอนให้ดูทั้งขาไปและกลับ ดูแกตื่นเต้นกับเข็มทิศ ที่วัดอุณหภูมิและนกหวีดที่รวมอยู่ในชิ้นเดียวกันอยู่ไม่น้อย
พอเริ่มเข้าเขตป่า เราก็ตื่นเต้นหันรีหันขวาง ต้นไม้ที่มีมอสเกาะหนา พร้อมบรรยากาศอึมครึมมันทำให้ดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย นอกจากทางหลักแล้วในป่ายังดูมีทางที่เหมือนจะเดินให้หลงได้อยู่อีกหลายเส้น ไม่ว่าจะเป็นน้องวัวที่เล็มหญ้า หรือทางน้ำที่แห้งลงจนดูเหมือนเป็นเส้นทางคนเดิน
ความเงียบของป่าถูกทำลายด้วยเสียงร้องของสัตว์ มันโหยหวนเหมือนไดโนเสาร์ในหนังเรื่อง จูราสสิคพาร์ค จนทำให้เรากลัว เราหยุดเดินพร้อมมองไปรอบๆ ในใจนึกถึงป้ายเตือนให้ระวังหมีขึ้นมาทันใด สักพักได้ยินเสียงคำรามที่โหยหวนอีกครั้ง แต่มันมีเสียงกระพรวนแทรกอยู่ด้วยจางๆ เลยทำให้นึกถึงเจ้าน้องวัวที่เห็นอยู่ตามรายทางสโลป คงเป็นพวกมันนั่นเอง เสียงวัวตัวผู้หง่าวจากที่กลัวกลายเป็นเหงาขึ้นมาแทนทันที (คิดถึงทุ่งดอกไม้)
พอผ่านมาได้ก็พบกับทุ่งกว้างที่มีดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มเต็มไปหมด มันดูสดใสสวยงามกว่าตรงลานสไลด์ที่มีดอกไม้น้อยชนิดอยู่มากมาย เหมือนที่นี่ในหนึ่งตารางฟุตจะมีความหลากหลายสายพันธุ์และสีสันมากกว่า อย่างกับมีคนเอาดอกนู้นดอกนี้มากำรวมกันแล้วปลูกลงไป
เนินหญ้าที่นี่ดูแปลกๆ มันไม่ได้เป็นสโลปอย่างหุบเขาแบบ valley แต่กลับสูงๆต่ำๆจนเราคิดว่ามันเหมือนสนามกอล์ฟอยู่ไม่น้อย ดอกไม้ที่นี่ต้นจะไม่สูงและไม่ได้แบ่งแยกโซนการเติบโตเหมือน Valley of flowers จากที่คิดว่าอยากมาดูทุ่งหญ้าพร้อมยอดเขา แต่กลับเจอดอกไม้มากมายจนต้องตกตะลึง มันทดแทนการที่เมฆหมอกบดบังวิวยอดเขาอื่นๆหลังเนินจนมิดอย่างสิ้นเชิงได้เป็นอย่างดี กลิ่นที่นี่ไม่ได้สดชื่นเหมือนที่ valley เพราะอบอวลไปด้วยกลิ่นขี้วัว เรานั่งเล่นอยู่สักพักใหญ่จึงเดินกลับ
เจ้าหน้าที่ยืนกวักมือเรียกให้เห็นตั้งแต่ระยะไกล เรารีบเดินไปขอบคุณเค้าอีกทีที่ให้เราเข้าไปทั้งๆที่ผิดกฎ ก่อนจากกันเราเลยให้เข็มทิศเค้าเป็นการตอบแทน ดูแกดีใจใหญ่เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ ตอนเดินลงเราเห็นเก้าอี้มันเริ่มเลื่อนเคลื่อนไหว มีนักท่องเที่ยวกลุ่มนึงกำลังนั่งอยู่ส่งเสียงร้องอย่างสนุกสนาน เราได้แต่ก้มหน้าเดินลงเนินไปด้วยความหิว เพราะกะว่าจะเที่ยวที่นี่ไม่นานแต่ก็ทำให้เลยเวลาอาหารจนเกือบปิดทำการ (บ่ายสามโมง) พอกลับถึงที่พักฟ้าก็เปิดเห็นยอดเขาสูงที่รายล้อม จิตใจเศร้าๆเพราะจะต้องเดินทางออกจากที่นี่ในวันพรุ่งนี้ (และยังคิดถึงทุ่งดอกไม้อยู่ด้วย)


















Day 10 : Auli – Devprayag – Rishikesh : 13/07/2024
ช่วงเช้าเราเรียกแท็กซี่ให้มารับจากที่พัก Auli ให้มาส่งที่ท่ารถใน Joshimath เพื่อไปเมือง Rishikesh แต่เวรกรรมรถเที่ยวต่อไปสองช่วงเวลาคือเต็มเหยียด เต็มในที่นี้คือยืนก็เต็ม แชร์แท็กซี่ก็เต็มด้วยเช่นกัน เนื่องจากถนนเพิ่งเปิดทำให้ผู้โดยสารตกค้างมีอยู่มากมาย
เราเดินงงๆอยู่ว่าเอาไงดีกับชีวิต ไปเจอกับคุณน้าที่ลงมาส่งเราที่ยังเตร่อยู่แถวนั้นพอดี เราเลยลองถามว่าเหมาไป Rishikesh ไหวไหม น้าแกทำท่าบอกให้รอแล้วกดโทรศัพท์ ปลายสายเป็นเสียงสุภาพสตรีที่ภาษาอังกฤษดีมากอยู่ปลายสาย นางเป็นลูกสาวเป็นห่วงคุณพ่อที่ต้องขับรถไกลแต่ก็ตกลงราคากันจบลงที่เมือง Devprayag ที่ถึงก่อน Rishikesh นางย้ำว่าบอกให้พ่อนอนค้างไม่ต้องขับกลับมาในวันนี้ (5000รูปี)
ตลอดทางคุณน้าแกพยายามเป็นสะพานเชื่อมให้ลูกสาว แกบอกว่าลูกแกสวยมากนะ พร้อมส่งโทรศัพท์ให้ดูรูป ระหว่างทางลูกสาวโทรมาด้วยความเป็นห่วง แกก็คอยส่งโทรศัพท์มาให้คุยตลอดทั้งๆที่เราไม่รู้จะคุยอะไร คุณน้าไม่รู้อะไรซะแล้ว ภายในเราสวยกว่าลูกคุณน้าอีก เพียงแต่ตอนนี้ภายนอกทั้งเหี่ยวเกรียมแดด แถวแขนข้างขวาก็แสบแดงเตรียมลอกคราบอย่างเต็มที่
Devprayag เป็นเมืองที่น่าทึ่ง แม่น้ำอลคนันดาและแม่น้ำภาฆีราถีไหลมาบรรจบกันกลายเป็น “แม่น้ำคงคา” ที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตามตำนานฮินดูกล่าวว่า พระภาฆีราถได้นำแม่น้ำคงคาลงมาจากสวรรค์เพื่อชำระล้างบาปของบรรพบุรุษ และการรวมตัวของแม่น้ำทั้งสองสายที่ Devprayag จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำคงคา
เมื่อเรานั่งแท็กซี่มาถึงก็พบความผิดหวัง โรงแรมสามสี่แห่งปฏิเสธไม่ให้คนต่างชาติเข้าพักได้ พนักงานคุยกับคนขับแท็กซี่อยู่นานแต่หันมาบอกเราสั้นๆว่าห้องเต็ม ทั้งๆที่มันดูเหงาและร้างอย่างเห็นได้ชัด เราจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนไปเมือง Topovan ใกล้ๆ Rishikesh แต่ขอแวะลงไปที่แม่น้ำก่อนสักหนึ่งชั่วโมง
การเดินลงไปที่ท่าน้ำทำให้จิตใจเริ่มเบิกบาน สีสันของตึกบางแห่งที่สดใสปนกับความเก่ากรัง มันช่างถูกจริตเรามากจริงๆ แต่เมื่อถึงท่าน้ำ กระแสน้ำแรงที่ไหลม้วนกระแทกเข้ามาทำให้เรารู้สึกหวาดหวั่น คนไม่กี่คนลงจุ่มในแม่น้ำ นอกนั้นก็ใช้ถ้วยตักน้ำราดหัว เจ้าหน้าที่คอยกำกับดูแลและเป่านกหวีดเตือน เราเปลี่ยนมาใส่ขาสั้นเตรียมจุ่มน้ำอย่างเต็มที่ตั้งแต่ในรถ แต่สุดท้ายก็แค่ตักน้ำราดหัว มือกำราวบันไดไว้อย่างแน่นด้วยความกลัว
สักพักเจ้าหน้าที่ก็เป่านกหวีดให้ทุกคนขึ้นมาบนฝั่ง ไม่รู้ว่าเกิดสัญญาณอันตรายอะไรขึ้น เราจึงเดินเล่นต่อในเมือง ผู้คนที่นี่น่ารักและใจดีมาก พวกเขาพูดคุยและถามไถ่เราตลอดทั้งๆที่คุยกันไม่รู้เรื่อง นอกจากความงดงามและความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ ที่นี่ยังมีตำนานที่น่าสนใจ เช่น ตำนานของพระนารายณ์ที่ได้ทำพิธีกรรมชำระบาปที่นี่ และวัดรามจูล่าและวัดชรีรางค์ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้ที่นี่ไม่เพียงแค่เป็นจุดหมายสำหรับนักแสวงบุญ แต่ยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่มีสีสันอรรถรสแบบอินเดียอย่างเต็มที่ เสียดายที่ไม่ได้ค้างคืน บรรยากาศตอนเช้าที่นี่คงจะสวยงามมากเลยทีเดียว
พอรถมาถึง Topovan ก็งงมากกับความเจริญของที่นี่ จนมีซาวด์แทรค “ฉันมาทำอะไรที่นี่” ดังเข้ามาในหัว ถนนสายหลักเหมือนพัทยา พอเข้าซอยย่อยมาเหมือนข้าวสารหรือดงหอพักแถวราม ตัดสินใจถูกไหมเนี่ยที่ไม่ได้ไปนอนที่ Rishikesh แต่ราคาที่พักใน Topovan ก็ถูกกว่าเยอะมาก โรงแรมที่หมายตาไว้เมื่อรถมาส่งก็หลอกดาวแถมราคาแพงกว่าที่หาข้อมูลไว้มากเหลือเกิน เราต้องเดินหาโดยเดินเข้าไปในซอยที่แคบและเงียบสงบกว่า
เราเริ่มจินตนาการตัวเองว่าเป็นจูเลีย โรเบิร์ตใน Eat Pray Love ที่จะหาอาศรมเล็ก ๆ น่ารักนอนพักผ่อนเพื่อค้นหาความสงบภายในจิตใจ เพราะต้องอยู่เมืองนี้ถึง 4 คืน แต่ด้วยความที่ติดบุหรี่จัดจึงขอพับเก็บโครงการไปก่อน หาที่พักที่เราไม่รบกวนคนอื่นจะดีกว่า โรงแรมหลายแห่งตอนที่ค้นหา หลายที่สภาพคือถูกถ่ายไว้สมัยตึกยังเอ๊าะๆสร้างเสร็จใหม่ๆซิงๆ หรือไม่ก็รีทัชสิ่งแวดล้อมรอบๆเสียจนเราจินตนาการว่าที่ตั้งอยู่บนยอดเขาอย่างโดดเดี่ยว เดินไปเดินมาจาก จูเลียโรเบิร์ต แต่แท้จริงแล้วกลับพบว่า…แกคือเหล่าป้าๆใน The Best Exotic Marigold Hotel ที่ต้องจัดการกับชีวิตหลังเกษียณ ที่กำลังมองหาที่พักราคาถูกแบบปานกลางกับข้อแม้บ้าๆบอๆเฉพาะตัวแล้วโดนหลอก จนมาเจอ Punyah Residency ที่ค่าที่พัก 1500 รูปี แต่สะอาดและเงียบสงบใช้ได้เลยทีเดียว ถึงวิวจากห้องจะเป็นตึกที่กำลังก่อสร้างแบบครึ่งๆกลางๆก็ตามที









ภาพสีสันของเมืองที่เราว่าสวยดี เดินเล่นเพลินตามทางเดินเล็กๆที่ค่อยๆไต่ระดับลงไปที่แม่น้ำ

น้ำของ Alaknanda มักจะมีสีฟ้าหรือสีเขียว ในขณะที่น้ำของ Bhagirathi มีสีเข้มกว่า


Day 11 -14 : Rishikesh : 14-17/07/2024
ในตอนเช้าได้เดินสำรวจตรอกซอกซอยที่ไม่ใช่ย่านที่พัก ก็พบกับตึกเก่าและอะไรที่น่ารักมากมาย โดยเฉพาะ วัด Shri Saccha Akhileshwar Mahadev (เปิดเป็นที่พักด้วย) ที่ใช้สีสันได้สดใสสะใจดีจริงๆ วันนี้ยังสำรวจอะไรมากไม่ได้มาก เพราะสะพานที่ปิดซ่อมหนึ่งในสามแห่งทำให้การข้ามไปมาค่อนข้างยากลำบาก อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เหงื่อที่เหมือนอั้นมานานจากบนภูเขา ออกมาจนตัวเปียกชุ่มเหมือนจุ่มน้ำเลยทีเดียว
เรานั่งรถสามล้อแชร์ที่ะรอนานมากกว่าจะออก (50รูปี) เพื่อมาอาศรม The Beatles ที่เมือง Rishikash กับราคาค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติ 1200 รูปี มันแพงจนเราต้องหายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่า “เดี๋ยวมันก็คุ้มเองแหละ!” ด้วยภาพที่เห็นเป็นอาคารน่ารักรูปไข่ไก่ที่ประดับด้วยหินแม่น้ำเราว่ามันน่ารักดี พอได้บัตรเราก็ใส่หูฟังเปิดเพลงอัลบั้ม White ของ The Beatles เพื่อให้ฟิลมันมา เพราะที่นี่เป็นที่พวกเค้าได้แต่งเพลงมากมายโดยเฉพาะอัลบั้มดังกล่าว เรียกได้ว่าการเดินทางครั้งนี้ต้องเป็นการเดินทางทางจิตวิญญาณที่ทำให้เราได้สัมผัสพลังแห่งดนตรีและธรรมะที่หลอมรวมกัน… หรืออย่างน้อยก็คือสิ่งที่เราหวังไว้น่ะนะ
เริ่มด้วย Happiness is a Warm Gun ฟังแล้วถึงกับเดินสะดุด มันใช่เหรอฟะ อะอะเราอาจจะเข้าไม่ถึงในการเปรียบเปรย ความรู้สึกพอใจและพลังที่ได้รับจากการถือปืนที่เพิ่งถูกยิง เอาใหม่เอาเพลงอื่น ไม่สนเนื้อร้องละ เอาทำนองอย่างเดียวละกัน ฟังออกมั่งไม่ออกมั่ง เดี๋ยวอาศรมเค้าปิดกันพอดี
ตึกที่นี่สวยดีจัง โดยเฉพาะส่วนที่ทำเป็นเหมือนถ้ำไข่ มันมีขนาดเล็กน่ารักจนเหมือนทำให้คนแคระอยู่ ความรุ่งเรืองในอดีตที่เหลือแค่เศษซากทำให้เราจินตนาการไปว่าตอนที่นี่ยังมีความมีชีวิตชีวาจะเป็นยังไงบ้าง ป้ายทางเข้าได้บอกถึงที่นี่เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่อนุรักษ์เสือและช้างป่า ข้อพิพาททางกฎหมายจึงทำให้ที่นี่รกร้างไป
การมาเยือนของ The Beatles ไม่เพียงแต่ทำให้สถานที่นี้เป็นที่รู้จักทั่วโลก แต่ยังทำให้ Rishikesh กลายเป็นศูนย์กลางของโยคะและการฝึกสมาธิสำหรับชาวตะวันตก ในเมืองมี Yoga Stay และที่ฝึกศาสตร์ตะวันออกหลายแขวงไม่ว่าจะสมาธิ การใช้เสียงบำบัดและอื่นๆอีกมากมาย
สิ่งที่น่าชมใน Rishikesh นอกจากวัดแล้ว ก็จะเป็นอาศรมต่างๆ ที่ก่อสร้างได้อย่างสวยงามและแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป ผู้คนที่มาจากทั่วทุกมุมโลก มาอยู่อาศัยเรียนรู้ทั้งการทำสมาธิ สวดมนต์ อารตี ศึกษาทางด้านอายุรเวช หรือการสื่อสารกับธรรมชาติและการท่องโลกจากภายใน มันทำให้เกิดบรรยากาศที่พิเศษมากจริงๆ
ทุกเย็นของทุกวัน เราจะมานั่งเข้าพิธีบูชาพระแม่คงคา ไม่ว่าจะเป็นท่า Parmarth หรือ Shatrughana แต่ขอบอกเลยว่าที่สนุกที่สุดต้องยกให้ Triveni Ghat นี่แหละ! เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่พิธีบูชาแบบธรรมดา แต่เป็น EDM แห่งวงการบูชาเลยทีเดียว! พิธีที่นี่ฮอตฮิตขนาดที่คนท้องถิ่นต้องมากันแบบแน่นเอี้ยด
เรามาถึง ทริเวณี ก่อนห้าโมงเย็น บริเวณท่าน้ำดูคึกคักกว่าที่ไหนๆที่เคยไปมา โดยเฉพาะเด็กๆ หาดทรายที่กว้างและโค้งน้ำ มันทำให้เกิดกระแสน้ำที่แรงแต่ไม่น่ากลัว จึงทำให้ผู้คนลงมาเล่นน้ำกันมากกว่าจะแค่มาจุ่มตัวอาบน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่ยังเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสามสายที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำคงคา (Ganga), แม่น้ำยมุนา (Yamuna), และแม่น้ำสรัสวตี (Saraswati) ซึ่งตามความเชื่อฮินดู การชำระร่างกายที่จุดนี้คือการล้างบาปแบบพิเศษ ล้างแบบหมดจดกว่าเดิมเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ
พอพิธีใกล้เริ่มผู้คนต่างเข้ามานั่งพื้นที่ด้านในจนเต็มล้น พอบทสรรเสริญเริ่มขับขานก็มีคุณลุงคนนึงลุกขึ้นมาร่ายรำด้วยท่วงท่าเยี่ยงสตรี ไฟบนโคมถือถูกจุดขึ้น ผู้คนเริ่มลุกขึ้นยืน มือที่ตบเข้าจังหวะกลายเป็นชูขึ้นสูง เมื่อไฟดับลงแต่อารมณ์ผู้เข้าร่วมกลับพุ่งทะยานขึ้น ต่างตะโกนบทสวดพ้อมกระโดดเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ผู้คนดูมีความสุขกันมากจริงๆในสถานที่แห่งนี้ เมื่อการสวดได้จบลง เรายังอ้อยอิ่งอยู่ที่ท่าน้ำ หลายครอบครัวยังคงมาลอยดอกไม้หรือเล่นน้ำกันอยู่ บ้างซื้อของกินหรือขนม ของเล่นมาล้อมวงกันตรงท่าน้ำ พอเริ่มมืดผู้คนก็ทยอยเดินออกที่ต้องผ่านตลาดซึ่งส่วนใหญ่จะขายเสื้อผ้าเครื่องประดับ มันดูคึกคักมีชีวิตชีวามากๆจริงกับท่าน้ำแห่งนี้
เมื่อถึงวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ในอินเดีย เราก็กะไม่ได้ทำอะไรมากมาย แค่เดินเล่นแถวๆที่พักก็เพียงพอ ตอนเช้าที่ฝนตกพรำมันทำให้เกิดละอองหมอกที่แม่น้ำ ตอนนั่งรถเห็นแบบนี้ตลอดทางแต่ไม่มีโอกาสได้มาดูใกล้ๆแบบนี้ เป็นภาพแม่น้ำคงคาที่สวยที่สุดตลอดสี่วันที่อยู่ที่นี่
Rishikesh เป็นเมืองใหญ่ที่เราว่าแบ่งโซนค่อนข้างชัดเจน ในเขตโบราณมันดูมีมนต์ขลังและมีสเน่ห์อยู่มาก ในโซนที่เราอยู่จะเป็นโซนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาพักแถว Tapovan (ฝั่งตรงข้ามถ้าสะพานซ่อมเสร็จเราว่าสงบเงียบดีกว่าเยอะแถว Lakshman Jhula) เราว่ามันแปลกๆตั้งแต่มาถึง จริตของบรรยากาศจะพยายามเข้าหาธรรมชาติศาสตร์แห่งท้องถิ่นแต่มันก็ไม่ใช่ นักท่องเที่ยวยังจะอยากใช้ความเคยชินมาแสวงหาแบบปลอมๆโดยใช้สถานที่เพียงแค่นั้น (คนที่มาด้วยความตั้งใจก็มีอยู่เยอะ)เนื้อสัตว์และแอลกอฮอล์สามารถหาได้ไม่ยากในย่านนี้ ใครจะหาที่พักก็ให้ลองสอบถามให้แน่ใจหรืออ่านรีวิวให้ดีๆ บางแห่งรูปเหมือนพระราชวังแต่ของจริงคือตึกถ้ำที่น่ากลัว ภาพที่สร้างกับร่างที่เป็นมันต่างกันมากจริงๆ
ทุกเช้าระหว่างนั่งกินอาหารที่ร้านหน้าที่พัก เรามักเจอผู้ชายฝรั่งคนหนึ่งอายุ 23 ที่เล่าให้ใครต่อใครฟังว่าเขามาที่นี่เพื่อเรียนรู้และกลับไปเปิดศูนย์ Wellness ที่เกาะเต่า ฟังดูน่าทึ่งใช่ไหม? แต่นี่คือจุดที่มันเริ่มไม่ค่อยเข้าท่า เพราะโยคะก็ไม่เคยเล่น อะไรก็ไม่เคยทำมาก่อน แต่เขากลับพูดซ้ำๆ เรื่องเดิมกับทุกคนที่นั่งโต๊ะข้างๆ จนเรารู้สึกป่วยแทน ยิ่งพอเขาบอกว่าจะเรียนรู้เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์ นี่สองวันเข้าไปแล้วพ่อคุณยังไม่เห็นไปไหนเลย ความรู้สึกเหมือนโดนมะนาวบีบใส่แผลสด มันช่าง… อืมม… วิเศษไปอีกแบบจริงๆ! ใครจะใช้บริการที่เกาะเต่าในอนาคตคงต้องระวังกันหน่อย
บาบา โยคี โยคาจารย์ มีมากมายในย่านนี้ ซึ่งป้ายโฆษณาทั้งหลายมีศาสตร์หลายแขนงให้ได้เรียนรู้ ตั้งแต่การบำบัดด้วยเสียง การหัวเราะ ไล่มนต์ดำ หรืออะไรแปลกๆอีกมากมาย หลายที่รูปที่ใช้ก็ซ้ำๆกันจากอินเตอร์เนต รวมทั้งสปา ร้านอาหารด้วยก็ตามทีเหมือนเป็นกับดักนักท่องเที่ยวอยู่เหมือนกัน สอบถามกับเจ้าของร้านอาหารเช้าที่เราทานทุกวัน คนพื้นที่เองก็เบื่อหน่ายกับเรื่องเหล่านี้ ใครอยากมาโยคะสเตย์หรือเรียนรู้ทางด้านจิตวิญญาณ เวชศาสตร์ ก็หาที่ที่มีคนแนะนำ อย่าเอาจากเฉพาะในเน็ตที่ไม่มีใครรีวิว เพราะอาจารย์ทางด้านต่างๆที่นี่เก่งๆหลายท่านมีอยู่มากมาย (ป้ายที่เราถ่ายมาไม่ได้หมายความว่าเป็น tourist trap นะแค่อยากจะบอกว่ามันเยอะจริงๆ)
และแล้วก็หมดเวลาได้เวลาที่ต้องเก็บของกลับบ้าน…เที่ยวครั้งนี้คงทำให้เราคิดถึงอินเดียมาก แต่สองอาทิตย์ที่ได้มาถึงจะมีอะไรที่อยากทำอีกมากมาย…แต่มันก็นานพอให้เริ่มคิดถึงบ้าน ป้า แม่ หมา และก๋วยเตี๋ยวเรือด้วยเช่นกัน…จนกว่าจะพบกันใหม่… หวังว่าทุกคนคงสนุกกับโพสบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ…อินเดียในรอบ 13 ปีมันดีจริงๆ^^

วัด Shri Saccha Akhileshwar Mahadev ที่เราว่าน่ารักและสงบเงียบดี มีที่พักบริการ 500 รูปีต่อคืน ถ้ามีโอกาสอยากมาลองพักที่นี่
The Beatles ได้พบแรงบันดาลใจที่อาศรมใน Rishilesh หล่อหลอมผลงานที่ล้ำค่าสร้างสรรค์เสียงเพลงมากมายจากที่นี่ สถานที่แห่งนี้ยังคงเก็บรักษาเสน่ห์ที่ไม่อาจลืมเลือนแต่ค่าบัตรก็แพงมากเช่นกัน T.T
การเดินเล่นชมอาศรมริมแม่น้ำใน Rishikesh คือการเดินทางสู่ความสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย ริมฝั่งแม่น้ำคงคา สะพานและอาศรมที่แทรกตัวอยู่ในธรรมชาติและเมืองมันดูมีชีวิตชีวาและน่าชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อตะวันลับขอบฟ้า พิธีบูชาพระแม่คงคาเริ่มต้นขึ้น แสงเทียนและเสียงสวดมนต์ที่ดังก้องกังวาน ทำให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และการเชื่อมโยงกับสิ่งที่สูงส่ง เป็นช่วงเวลาที่แม่น้ำคงคากลายเป็นกระจกสะท้อนความสงบในหัวใจ เราไปตามท่าน้ำต่างๆทุกวัน
Triveni Ghat ที่เราว่าสนุกที่สุดในแบบอินเดียของพิธีบูชาแม่น้ำคงคา
วันสุดท้ายที่อยู่อินเดียเรามานั่งเล่นที่ริมท่าน้ำซึ่งไม่ไกลจากโรงแรม วันนี้แม่น้ำมีไอหมอกที่สร้างบรรยากาศให้เป็นภาพที่พิเศษมากจริงๆ ขอบคุณตัวเองที่มอบโอกาสนี้ให้ตัวเรา ขอบคุณคนแปลกหน้าทุกคนในทริปที่ให้ความช่วยเหลือและมีมิตรภาพที่ดี ขอบคุณคนอ่านใน Facebook ที่คอยติดตามและส่งข้อความคำแนะนำดีๆมาให้ตลอด หวังว่าโอกาสแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกสำหรับเราและทุกคนที่ปรารถนาอยากมาเยือน หวังว่าโพสอันยืดยาวนี้จะทำให้คนที่เคยมาได้หายคิดถึง และเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนอยากมา ขอบคุณครับ^^